RISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาค เปิดตัว RISE Corporate Innovation University  แพลตฟอร์มการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำสำหรับนวัตกรตัวจริง เพื่อปั้นคนในองค์กรให้สามารถสร้างนวัตกรรมได้จริงภายในองค์กร ติดอาวุธให้องค์กรฝ่าคลื่นดิจิทัลดิสรัปชัน โดยภายในงานเปิดตัวนี้ ได้มีองค์กรชั้นนำกว่า 50 องค์กรเข้าร่วมงานและทำมินิเวิร์กชอปคอร์สใหม่ล่าสุดของ RISE

คุณรฐิยา อิสระชัยกุล เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวว่า “จากภารกิจตลอด 4 ปีที่ RISE ได้จัดฝึกอบรมให้ผู้บริหารและพนักงานกว่า 6,000 คน จากกว่า 200 บริษัทชั้นนำของทั่วเอเชีย โดย​RISE มีส่วนช่วยให้องค์กรใหญ่สามารถตั้งบริษัทใหม่มาแล้ว 6 บริษัท วันนี้เรามีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับความเข้มข้นของการปั้นนวัตกรในองค์กรในประเทศไทยให้จริงจังกว่าเดิม เพื่อให้นวัตกรในองค์กร มีทั้งประสิทธิภาพและมีปริมาณนวัตกรที่มากขึ้น สามารถรองรับการสร้างนวัตกรรมในองค์กรให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง ผ่าน RISE Corporate Innovation University”

RISE Corporate Innovation University แพลตฟอร์มการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำที่ออกแบบมาเฉพาะให้ทั้งผู้ปฏิบัติงานไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง ‘Serious Innovator’ หรือ ‘นวัตกรตัวจริง’ ให้เกิดขึ้นในองค์กร ผ่านหลักสูตรที่ลึกและเข้มข้นตอบโจทย์ทุกระดับในองค์กร โดย หลักสูตรสร้าง Serious Innovator ของ RISE แบ่งเป็น

  1. Foundation: คอร์สนวัตกรพื้นฐานที่เน้นการปรับวิธีคิดสำหรับนวัตกร (Mindset) เพิ่มทักษะที่จำเป็น (Skillset) และให้เครื่องมือที่ช่วยในการสร้างนวัตกรรม (Toolset) เพื่อสร้างคนและวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสมกับการสร้างนวัตกรรม คอร์สภายใต้หลักสูตร Foundation ได้แก่ Design Thinking ที่สร้างนวัตกรมาถึงรุ่นที่ 18 แล้ว และ Storytelling ทักษะการเล่าเรื่องที่จะทำให้นวัตกรรมเข้าถึงทุกคน
  2. Deep Dive: คอร์สกลุ่มนี้จะเน้นลงลึกทักษะที่สำคัญที่จำเป็นต้องพัฒนาฝึกฝนเพิ่มเติม เพื่อให้ได้สามารถสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจมากขึ้น คอร์สภายใต้หลักสูตร Deep Dive ได้แก่ Empathy หรือทักษะการทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกในการสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ลูกค้าหรือผู้ใช้งาน และ Rapid Prototyping หรือวิธีทดสอบไอเดียโดยใช้ต้นทุนและเวลาน้อยที่สุด เพื่อหาไอเดียที่ตอบโจทย์ธุรกิจที่สุด
  3. Corporate Innovation Enabler Bootcamp: คอร์สกลุ่มนี้ เน้นนำประสบการณ์ของ RISE ที่สร้างนวัตกรให้กับองค์กรต่างๆ และการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพมาดีไซน์ใหม่ เพื่อสร้างคนให้เป็น Innovation Enabler หรือ ผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในองค์กร ภายใน 6 สัปดาห์เท่านั้น โดยเน้นการสร้างทักษะทั้งเรื่องวิธีคิดแบบผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรม การวางกลยุทธ์ รวมไปถึงวิธีการบริหารทีมนวัตกรรมและการทำงานกับสตาร์ทอัพให้เกิดโปรเจคท์ทดลองได้ เหมาะกับองค์กรที่มองหาการแผนการสร้างนวัตกรรมในระยะยาว โดยใช้คนในองค์กรดำเนินงานเอง

คุณรฐิยา เผยว่า การดีไซน์หลักสูตรของ RISE Corporate Innovation University มาจากงานวิจัยของ RISE ที่พบว่า การสร้างนวัตกรในองค์กรนั้น นอกจากความรู้ด้านธุรกิจและความเชี่ยวชาญในสายงาน การทำงานร่วมกับผู้อื่นและความสามารถในสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ คนในองค์กรในยุคนี้ควรต้องมี  ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจลูกค้า (Customer Empathy) การไม่หยุดที่จะพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า (Breakthrough Creativity) และ ความเร็วในการสร้างนวัตกรรม (Fast Execution) ซึ่งทั้งสามทักษะนี้เป็นทักษะที่สำคัญในองค์กรรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะจากสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก

นอกจากเนื้อหา ทักษะและนวัตกรรมที่จะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำแล้ว ผู้ที่ผ่านหลักสูตรของ RISE Corporate Innovation University จะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิ์ในการเข้าร่วมงานอีเวนท์ของนวัตกรระดับโลกก่อนใคร โอกาสทดลองหลักสูตรใหม่ของ RISE เข้าร่วมกลุ่มผู้ที่ทำงานในสายงาน innovation ทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงมต้ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งโอกาสฝึกเป็น Facilitator หรือผู้ช่วยฝึกสอนในสนามจริงเมื่อผ่านการทดสอบ

นอกจากนั้น สามผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำของไทยได้ให้เกียรติร่วมเสวนาในหัวข้อ การพัฒนาบุคคลากรและทักษะที่สำคัญเพื่อรับมือดิจิทัลดิสรัปชัน ได้แก่ คุณ พิทักษ์ เหล่าแสงงาม Head of Digital Transformation จาก PTTGC คุณ ถิรนันท์ อรุณวัฒนกูล COO Monix จาก SCB10X และ คุณ กัญญารัตน์ วัฒนพงษ์วานิช VP, People Development จาก DTAC

“การยกระดับคนในองค์กร หรือ People Transformation เป็นหัวใจสำคัญในการทำ Digital Transformation เพราะเมื่อเวลาผ่านไปทุกฟังก์ชั่นการทำงานก็จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ หมุนเปลี่ยนเข้ามาอยู่เสมอ ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้แน่นอนว่าเทคโนโลยีต่อไปนั้นคืออะไร แต่สิ่งที่องค์กรควรมีคือการสร้างความพร้อมของคนในองค์กรที่พร้อมต่อการทดลอง และ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ด้วย mindset, capability และ ecosystem ที่เหมาะสม จะทำให้การทำ Transformation ยั่งยืนกว่า โดยการทำงานของ Transformation คือการปรับเปลี่ยนกระบวนเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้เร็วขึ้น เราจึงมองตัวเองเหมือนเป็นห้องทดลอง ที่พร้อมจะทดลองไอเดียใหม่ๆ ด้วยการทำเอาดิจิทัลเทคโนโลยีหรือทักษะใหม่ๆเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา โดยเริ่มทำแบบเล็กๆ แต่พร้อมที่จะพัฒนาและขยายผลหากไอเดียนั้นสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและองค์กรได้ ทีนี้เมื่อเทคโนโลยีพร้อม และคนพร้อม ทุกๆส่วนในองค์กรก็จะเดินหน้าตอบรับกันอย่างเป็น Ecosystem และทำให้เราพร้อมที่จะวิ่งไปข้างหน้าด้วยกัน” พิทักษ์ เหล่าแสงงาม / Head of Digital Transformation, PTTGC กล่าวทิ้งท้ายการเสวนา